วัดสามวิหาร
Wat Sam Wiharn
มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลงเหลือไว้ให้ได้ชมกัน ทั้งจากใบเสมาที่มีร่องรอยกระสุนปืนใหญ่ในสมัยอยุธยา รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดอย่างพระนอนองค์ใหญ่อายุกว่า 600 ปี ประดิษฐานอยู่ในวิหารเก่าแก่ เชื่อกันว่าหากได้มาสักการบูชาถือว่าจะได้ความเมตตามหานิยม รวมถึงช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ออกไป และอย่าลืมไปกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อขาว ซึ่งหากสำเร็จดังประสงค์มักแก้บนด้วยขนมหวาน ขนมไทย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดยังมีอีกมากมายมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์หลงเหลือไว้ให้ได้ชมกัน ทั้งจากใบเสมาที่มีร่องรอยกระสุนปืนใหญ่ในสมัยอยุธยา รวมถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์คู่วัดอย่างพระนอนองค์ใหญ่อายุกว่า 600 ปี ประดิษฐานอยู่ในวิหารเก่าแก่ เชื่อกันว่าหากได้มาสักการบูชาถือว่าจะได้ความเมตตามหานิยม รวมถึงช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดีต่าง ๆ ออกไป และอย่าลืมไปกราบไหว้ขอพรจากหลวงพ่อขาว ซึ่งหากสำเร็จดังประสงค์มักแก้บนด้วยขนมหวาน ขนมไทย สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดยังมีอีกมากมาย
เรื่องเล่า & ประวัติจาก Wikipedia
วัดสามวิหาร เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเถรวาท สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 56 หมู่ 4 บ้านคลองบางขวด ตำบลหัวรอ อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีเนื้อที่ทั้งหมด 14 ไร่ 2 งาน 12 ตารางวา เดิมมีชื่อ วัดสามพิหาร ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนเป็น วัดสามวิหาร เนื่องจากเดิมนั้นมี 3 วิหาร คือวิหารพระนอน วิหารพระนั่ง และวิหารพระยืน แต่ปัจจุบันนี้ เหลืออยู่ 2 วิหาร คือ วิหารพระนอนและวิหารพระนั่ง เท่านั้น มีประวัติการสร้างนับแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ประมาณ พ.ศ. 1920 ในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว) ที่มีชื่อว่า วัดสามวิหาร เพราะมีวิหาร 3 หลัง คือ วิหารพระนอน วิหารพระนั่ง (ปางมารวิชัย) และวิหารพระยืนที่ไม่ปรากฏในปัจจุบัน
สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นในรัชสมัยสมเด็จพระบรมราชาธิราชที่ 1 (ขุนหลวงพระงั่ว) ประมาณ พ.ศ. 1920 ตามตำนานกล่าวว่า หม่อมหลวงชีดำได้สร้างขึ้นเพื่อจะบรรจุอัฐิของพระมารดา และญาติ ๆ ต่อมาจึงได้ร่วมกับพี่น้อง 2 พระองค์ สร้าง คือ เจ้าฟ้าขาวและเจ้าฟ้าเขียว โดยแบ่งกันสร้างดังนี้ หม่อมหลวงชีดำ สร้างพระนอนและวิหาร เจ้าฟ้าขาว สร้างหลวงพ่อขาวและวิหาร เจ้าฟ้าเขียว สร้างพระยืน และวิหาร ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ. 1930 เดิมชื่อว่า “วัดสามพิหาร” ต่อมาภายหลังได้เปลี่ยนเป็น “วัดสามวิหาร” เนื่องจากเดิมนั้นมี 3 วิหาร คือวิหารพระนอน วิหารพระนั่ง และวิหารพระยืน แต่ปัจจุบันนี้ เหลืออยู่ 2 วิหาร คือ วิหารพระนอนและวิหารพระนั่ง เท่านั้น ส่วนวิหารพระยืนนั้นได้สลักหักพังไปตามกาลเวลา และไม่มีผู้ใดได้สร้างทดแทนอีกเลย วัดสามวิหาร มีปรากฏเรื่องในพงศาวดาร 2 ครั้ง ครั้งแรก ในรัชสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ เมื่อพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ทรงยกทัพผ่านค่ายโพธิ์สามต้นมาตามทุ่งเพนียดคล้องช้างและเข้าประชิดกรุงศรีอยุธยา พระองค์ทรงช้างพระที่นั่งยืนอยู่หน้าวัดสามวิหาร ทรงเร่งให้แม่ทัพนายกองต้อนพลเข้าเผด็จศึกกรุงศรีอยุธยา พระยารามเอาปืนนารายณ์สังหาร ลงสำเภาแล้วยิงขึ้นไปถูกกิ่งโพธิ์ใหญ่หัก 2 กำ ตกลงต้องสัปทนและช้างพระที่นั่งของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ ขณะนั้นชาวป้อมมหาชัยก็ยิงปืนน้อยใหญ่เข้าใส่ ถูกรี้พลข้าศึกบาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก พระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ จึงได้ถอยทัพกลับไป ครั้งที่สอง ในแผ่นดินของพระมหาธรรมราชา พระละแวกยกพลมาตีกรุงศรีอยุธยามาตีกรุงศรีอยุธยา ในปีพุทธศักราช 2113 ทรงยืนอยู่ในวัดสามวิหารมีช้างแม่ทัพนายกองห้อมล้อม 30 เชือก เตรียมข้ามคลองเมืองเข้าตีกรุงศรีอยุธยา พระมหาธรรมราชาโปรดให้ยิงปืนใหญ่บนเชิงเทินพร้อมกัน กระสุนลูกหนึ่งต้องพระจำปาธิราชสวรรคตบนคอช้าง พระยาละแวกพยายามยกพลเข้าตีกรุงศรีอยุธยา 3 ครั้งแต่ไม่สำเร็จ จึงถอยทัพกลับไป วัดสามวิหาร ได้เกี่ยวข้องกับกษัตริย์ทั้งสองพระองค์ คือ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช เมื่อครั้ง ยังทรงพระเยาว์ได้บรรพชาเป็นสามเณรพร้อมกับเด็กชายบุนนาค และพำนักอยู่ที่วัดสามวิหาร ทั้ง 3 รูป คือ สามเณรสิน สามเณรทองด้วง และสามเณรบุนนาค จึงเป็นเพื่อนสนิทกัน
ข้อมูลจาก Wikipedia ภาษาไทย บทความ "วัดสามวิหาร" ภายใต้สัญญาอนุญาต CC BY-SA 4.0 (ตัดตอนบางส่วน)
ข้อมูลก่อนไป
- เวลาเปิด-ปิด
- 08.00-17.00 น.
- เบอร์โทร
- 0 3533 5468
- ไฮไลต์
- สถานที่ประดิษฐานพระนอนองค์ใหญ่ นิยมไปไหว้ให้ช่วยปัดเป่าสิ่งไม่ดี นอกจากนี้ยังมีหลวงพ่อทองที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ พระเจดีย์ และศาลพระเจ้าตากสิน ให้ได้สักการะกันด้วย
เดินทางยังไง
เปิดนำทางใน Google Maps- ห่างจากกรุงเทพฯ ประมาณ 90 กม.
- ขับรถประมาณ 1.5 ชม.
- รถทัวร์ขึ้นที่สถานีขนส่งหมอชิต 2
- สถานีรถไฟใกล้สุด: สถานีรถไฟอยุธยา ห่างราว 2 กม.
ระยะทางและเวลาเป็นการคำนวณคร่าวๆ แนะนำให้ตรวจสอบเส้นทางจริงก่อนเดินทาง
ข้อมูล ททท. อัปเดตเมื่อ 9/11/2023
ข้อมูลสถานที่: การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) · ภาพถ่าย: Wikimedia Commons ตามสัญญาอนุญาตของเจ้าของภาพ